วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พรหมสาขา ณ สกลนคร

ประวัติ

อำมาตย์โทพระยาประจันตประเทศธานี(โง่นคำพรหมสาขา)ตช.ตม.รปช.ฯลฯผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครเกิดในรัชกาลที่๓เมื่อวันอาทิตย์เดือนยี่ขึ้น๑๕ค่ำตรงกับวันที่๑๙มกราคมพ.ศ.๒๓๘๒เป็นบุตรราชวงศ์(อิน)เมืองสกลนครบ้านเดิมอยู่ตำบลเชิงชุมในจังหวัดสกลนครได้ศึกษาอักขระสมัยตามประเพณีบ้านเมืองในสมัยโน้นรู้หนังสือไทยและรู้หนังสือลาวโดยสมควร

เมื่อพ.ศ.๒๔๐๐อายุ๑๙ปีได้เข้ารับราชการรับหมายตั้งเป็นท้าวสุริยตำแหน่งนายกองถึงพ.ศ.๒๔๑๕ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วยเมืองสกลนครถึงพ.ศ.๒๔๒๐ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระยาประจันตประเทศธานีผู้ว่าราชการเมืองสกลนครมาถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โทเมื่อพ.ศ.๒๔๕๖ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นก็ได้รับพระราชทานมาโดยลำดับได้รับพระราชทานถึงสูงที่สุดคือช้างเผือกชั้นที่๓ตรีตาภรณ์และมงกุฎชั้นที่๓ตรีตาภรณ์กับเหรียญปราบฮ่อและเหรียญที่ระลึกในงานพระราชพิธีต่างๆตามบรรดาศักดิ์อีกหลายอย่าง

จังหวัดสกลนครแต่โบราณเรียกหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเหมือนกับหัวเมืองทั้งปวงซึ่งจัดเป็นมณฑลอุบลอุดรและร้อยเอ็ดในปัจจุบันนี้เดิมขึ้นกรุงศรีอยุธยาบ้างขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุตบ้างเมื่อพวกเวียงจันทน์เป็นขบถในรัชกาลที่๓กองทัพกรุงเทพฯตีได้หัวเมืองเวียงจันทน์และหัวเมืองขึ้นทั้งปวงจึงจัดหัวเมืองลาวทางตะวันออกที่เป็นเมืองใหญ่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯแต่นั้นมาพระยาประจันตประเทศธานี(โง่นคำ)ได้รับราชการมีตำแหน่งในเมืองสกลนครแต่ยังปกครองเป็นอย่างหัวเมืองลาวคือตำแหน่งกรมการมีเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงค์ราชบุตรเป็นต้นเหมือนอย่างเมืองประเทศราชแต่มิได้มียศเป็นเจ้าเป็นผู้ซึ่งปรากฏชื่อเสียงว่าเป็นคนฉลาดและซื่อตรงจงรักภักดีในราชการกรุงเทพมหานครพระยาประจันตประเทศธานีป่วยเป็นโรคชราถึงแก่กรรมเมื่อวันที่๒๑พฤษภาคม๒๔๖๖คำนวณอายุได้๘๕ปี

ผลงาน

ได้เคยรับราชการหลายอย่างเป็นลำดับ
๑.เมื่อเป็นที่ท้าวสุริยภักดีได้นำเลกไปสักแขนที่เมืองยโสธรครั้งหนึ่ง
๒.เมื่อเป็นพระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วยได้คุมไพร่ไปเข้ากองทัพพระยามหาอำมาตย์รบฮ่อที่เมืองเวียงจันทน์ค่ายสี่ฐานค่ายวัดจันทน์แตกได้ตามจับฮ่อถึงบ้านโพนงามบ้านน้ำเกลี้ยงจับไต้ฮ่อ๓คนส่งให้แม่ทัพครั้งหนึ่ง
๓.เมื่อเป็นพระอุปฮาดได้คุมไพร่ไปเข้ากองทัพพระยาราชวรานุกูลถึงเมืองบริคันนิคมเมื่อบิดาถึงแก่กรรมพระยาราชวรานุกูลให้กลับมารักษาบ้านเมืองแล้วได้แต่งกรมการส่งเสบียงลำเลียงกองทัพพระยาราชวรานุกูลให้กลับมารักษาบ้านเมืองแล้วได้แต่งกรมการส่เสบียงลำเลียงกองทัพพระยาราชวรนุกูลครั้งหนึ่งและได้จัดท้าวเพี้ยพร้อมกับจะมื่นมณเฑียรพิทักษ์ข้าหลวงไปตั้งประตูด่านทางแขวงเมืองภูวดลสอางครั้งหนึ่งและได้ส่งลำเลียงกองทัพพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเมื่อครั้งปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำครั้งหนึ่ง ๔.เมื่อเป็นพระยาประจันตประเทศธานีได้จัดเอากระบือ๒๑ตัวส่งขึ้นไปให้พระยาศรีสุริวงศ์ข้าหลวงเมืองเชียงขวางจ่ายให้พวกทำนาครั้งหนึ่งได้จัดกรมการท้าวเพี้ยพร้อมกับหลวงณรงค์โยธาข้าหลวงขึ้นไปปักหลักด่านทางเมืองวังคำและตามไปส่งถึงเมืองนครพนมครั้งหนึ่งและได้จัดกรมการพร้อมกับหลวงมลโยธานุโยคข้าหลวงขึ้นไปประจำรักษาด่านอยู่เมืองวังคำและตามไปส่งถึงเมืองนครพนมด้วยกับได้ส่งลำเลียงมลโยธาฯ๓ครั้งได้จัดท้าวเพี้ยและพาหนะส่งหม่อมหลวงชื่นข้าหลวงกองแผนที่ลงเรือไปทางน้ำก่ำครั้ง๑ได้จัดท้าวเพี้ยส่งมองสิเออคอมิแซมองสิเออแกวฝรั่งเศสข้าหลวงกองแผนที่ไปเมืองกาฬสินธุ์ทางไปธาตุพนมทางหนึ่งไปจัดท้าวเพี้ยส่งพาหนะหม่อมราชวงศ์ชิดหม่อมราชวงศ์ชื่นไปเมืองหนองหาญครั้งหนึ่ง
๕.เมื่อพุทธศักราช๒๔๓๖เกิดทัพในระหว่างฟากโขงฝั่งซ้ายได้จัดให้อุปฮาดเป็นพนักงานเร่งเกวียนโคต่างไปส่งกองทัพที่เมืองนครพนมให้ราชวงศ์เป็นพนักงานเร่งเรือบรรทุกลำเลียงไปส่งกองทัพที่เมืองมุกดาหารเมืองเขมราฐให้ราชบุตรเป็นพนักงานเร่งกำลังและทำลูกกระสุนดินดำสำรวจปืนอาวุธมารวมให้พระวิชิตพลหาญผู้ช่วยพระห้าวหาญพระจันทวงศ์เทพท้าวสุริยวงศ์ไปเข้ากองทัพและให้ราชบุตรเป็นพนักงานทำบัญชีซื้อข้าวของราษฎรมารวมขึ้นฉางไว้สำหรับส่งกองทัพและให้พระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วยพระขัตติยะพระวรสารพระศรีวราชเป็นพนักงานออกไปสำรวจข้าวเมืองขึ้นฉางไว้สำหรับราชการครั้นเสด็จราชการทัพแล้วโปรดเกล้าฯให้ตัดทางสายโทรเลขปลูกพลับพลาไว้ที่เมืองสกลนครได้ให้ราชบุตรพระวิชิตพลหาญผู้ช่วยเป็นผู้คุมไพร่ปลูกให้พระขัตติยะเป็นพนักงานคุมไพร่ตัดทางสายโทรเลขแต่เมืองสกลนครถึงเมืองพรรณาให้พระวรสารเป็นพนักงานตัดทางสายโทรเลขเมืองพรรณาถึงบ้านพันนาให้พระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วยคุมไร่ตัดทางสายโทรเลขแต่บ้านพันนาถึงเมืองหนองหาร
๖.เมื่อพุทธศักราช๒๔๒๔ได้นำสิ่งของต่างๆลงไปสมโภชพระนครที่กรุงเทพฯครั้งหนึ่ง
๗.เมื่อพุทธศักราช๒๔๔๐ได้ลงไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่๕เมื่อเสด็จกลับจากประพาสประเทศยุโรปครั้งแรกเมื่อจัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลพระยาประจันตประเทศธานีก็ได้รับราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดมากจนแก่ชราจึงได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาราชการเหตุด้วยพระยาประจันตประเทศธานีเป็นผู้คุ้นเคยราชการมามากไม่มีใครเหมือนในท้องที่สกลนครจะเป็นเสนาบดีเจ้ากระทรวงก็ดีข้าหลวงต่างพระองค์ก็ดีสมุหเทศาภิบาลก็ดีเมื่อจะใคร่รู้เรื่องราวกิจการอันใดที่ได้เคยมีมาในเมืองสกลนครจะต้องปรึกษาพระยาประจันต-ประเทศธานีเป็นนิตย์จึงนับว่าเป็นผู้ได้ทำประโยชน์แก่ราชการบ้านเมืองตลอดมา